ข่าวเด่นประจำวันนี้
put your amazing slogan here!
skip to main
|
skip to sidebar
หน้าแรก
การเมือง
เศษรฐกิจ
อาชญากรรม
ข่าวทั่วไทย
ข่าวเด่นประจำวัน
ข่าวดัง
รูปเด่น
คลิปเด่นคลิปดัง
ข่าวต่างประเทศ
กีฟ้า
บันเทิง
หวย
หนั่งสัน
ถอดถอน'ปู' 190เสียงท่วมท้น
ขอให้งดแถลงข่าว อัยการซํ้าฟ้องอาญา ‘นิคม-สมศักดิ์’รอด
219 สนช.โหวตครั้งประวัติศาสตร์ ปิดฉากนายกฯหญิง เท 190 ต่อ 18 เสียง สอย “ยิ่งลักษณ์” คดีข้าว “ขุนค้อน-นิคม” รอดตัวเสียงไม่พอสอย คสช.สั่งทหาร-ตร.บุกเอสซีปาร์คแบน “ปู” จ้อ เจ้าตัวปรับแผนสู้อ่านแถลงการณ์ผ่านเฟซบุ๊ก ลั่น ปชต.-หลักนิติธรรมได้ตายไปแล้ว มีขบวนการจ้องทำลายล้างไม่หยุด พ้อไม่เหลือตำแหน่งอะไรแล้ว แต่ยังคงเหลือคดีความที่ถูกยัดเยียดไว้ ประกาศจะยืนหยัดสู้จนถึงที่สุด “โอ๊ค-อุ๊งอิ๊ง” อินสตาแกรม “เจ็บจนชิน” อสส.ส่งฟ้องศาลฎีกาฯเล่นอาญา “ปู” ชี้หลักฐานสมบูรณ์เพียงพอแล้ว “บิ๊กโด่ง” ไม่กังวลอาฟเตอร์ช็อก นปช.ไม่ฮึ่ม ปชป.-กปปส.สดุดีวีรกรรม สนช.ช่างกล้าหาญ
หลังจากรอลุ้นผลการลงมติของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในคดีถอดถอน 3 นักการเมือง ล่าสุด ผลการลงมติดังกล่าวเป็นไปตามคาดมีทั้งรอดและไม่รอด
“บิ๊กตู่” ลุ้นคดีสอยบนตึกไทยคู่ฟ้า
ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า เมื่อเวลา 08.30 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. เดินทางเข้าปฏิบัติภารกิจที่ทำเนียบรัฐบาล โดยใช้เวลาอยู่ชั้น 2 ตึกไทยคู่ฟ้าซึ่งเป็นห้องทำงานมอนิเตอร์ติดตามการพิจารณากระบวนการถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร และนายนิคม ไวยรัชพาณิช อดีตประธานวุฒิสภา และ พล.อ.ประยุทธ์ยังติดตามสถานการณ์ความเคลื่อนไหวของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ด้วย ที่มีรายงานข่าวเบื้องต้นจะเปิดแถลงข่าวภายหลังทราบผลอัยการสูงสุด มีความเห็นส่งฟ้องดำเนินคดีอาญา และ สนช.โหวตลงมติถอดถอนในคดีโครงการรับจำนำข้าว
อสส.เปิดโต๊ะแถลงส่งฟ้องอาญา “ปู”
เมื่อเวลา 09.00 น. ที่ห้องประชุม 303 สำนักงานอัยการสูงสุด อาคารศูนย์ราชการ นายสุรศักดิ์ ตรีรัตน์ตระกูล อธิบดีอัยการ สำนักงานการสอบสวน หนึ่งในคณะทำงานร่วมของฝ่ายอัยการ และนายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด แถลงผลสั่งคดีโครงการรับจำนำข้าวว่า ตามที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ส่งสำนวนการไต่สวนกรณีกล่าวหา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการในโครงการรับจำนำข้าว เพื่อให้อัยการสูงสุดพิจารณาฟ้องคดีต่อศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 (และที่แก้ไขเพิ่มเติม) มาตรา 123/1
ยันหลักฐาน–พยานสมบูรณ์เพียงพอ
อัยการสูงสุดพิจารณาแล้วเห็นว่าคณะทำงานทั้งสองฝ่ายดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐานตามข้อไม่สมบูรณ์ ที่ตกลงกันได้ดังกล่าวข้างต้นแล้ว ต่อมาวันที่ 20 ม.ค.58 คณะทำงานนัดประชุมเพื่อพิจารณาผลการรวบรวมพยานหลักฐานร่วมกัน และมีความเห็นว่าการดำเนินการของคณะทำงานร่วม ดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐานตามข้อไม่สมบูรณ์ดังที่พิจารณาตกลงกันได้เสร็จสิ้นแล้ว จึงมีมติให้ส่งพยานหลักฐานทั้งหมดเสนออัยการสูงสุดเพื่อฟ้องคดีต่อไปตามมาตรา 11 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2542 อัยการสูงสุดพิจารณาพยานหลักฐานที่คณะทำงานส่งมาดังกล่าวข้างต้น ประกอบพยานหลักฐานที่มีอยู่ทั้งหมดในสำนวนการไต่สวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช.แล้ว เห็นว่า คดีมีความสมบูรณ์พอที่จะดำเนิน คดีอาญาฟ้องผู้ถูกกล่าวหาต่อศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ จึงให้ดำเนิน คดีอาญาฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ตามข้อกล่าวหา
คำฟ้อง 1 เดือนเสร็จ–นำตัว “ปู” ไปศาล
นายสุรศักดิ์ ตรีรัตน์ตระกูล อธิบดีอัยการสำนักงานการสอบสวน กล่าวว่า จากนี้อัยการสูงสุดจะตั้งคณะทำงานร่างคำฟ้องขึ้นมาตรวจสอบเอกสารหลักฐานที่มีกว่า 4,000 หน้าให้เสร็จสมบูรณ์ ก่อนจะนำไปยื่นฟ้องต่อศาล คาดว่าจะใช้เวลาราว 1 เดือน อัยการสูงสุดได้ประสานไปยัง ป.ป.ช.ให้นำตัว น.ส.ยิ่งลักษณ์ไปฟ้องคดี ตามข้อกำหนดเกี่ยวกับการดำเนินคดีของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2553 ข้อ 8 ที่ระบุว่า หากนำตัวจำเลยมาศาลในวันฟ้อง ให้ผู้พิพากษาประจำแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในศาลฎีกาเป็นผู้พิจารณาในการขังหรือปล่อยตัวจำเลยชั่วคราว แต่หากไม่ได้นำตัว น.ส.ยิ่งลักษณ์มาฟ้องโจทก์ต้องระบุที่อยู่จริงของจำเลยมาในฟ้องด้วย
ชี้โทษสูงสุดจำคุกไม่เกิน 10 ปี
นายสุรศักดิ์กล่าวว่า หากมีการยื่นฟ้องคดีต่อศาลฎีกาฯแล้วขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาลจะให้ประกันหรือไม่ สำหรับความผิดของ น.ส.ยิ่งลักษณ์มีโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 จำคุกสูงสุดไม่เกิน 10 ปี ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาลพิจารณาว่าเข้าข่ายประกอบความผิดมาตราใด ความเห็น สั่งฟ้องครั้งนี้ไม่เกี่ยวข้องกับการลงมติถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ของ สนช. อัยการสูงสุดพิจารณาไปตามพยานหลักฐานในคดี ต่อข้อถามว่า อัยการมีแนวทางป้องกันไม่ให้ผู้ต้องหาหลบหนีโทษของศาลฎีกาฯอย่างไร นายสุรศักดิ์กล่าวว่า เป็นเรื่องในอนาคต เพราะขณะนี้คดียังไม่เข้าสู้ชั้นศาลฎีกาฯ แต่ตามแนวทางแล้วอัยการจะเป็นคนกลางทำเรื่องขอส่งผู้ร้ายข้ามแดน ประสานงานกับกระทรวงการต่างประเทศเพื่อติดตามตัวผู้ต้องหา
เผยให้การครั้งแรกจำเลยต้องมาศาล
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับขั้นตอนการดำเนินคดีกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นไปตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ.ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2542 เมื่ออัยการยื่นฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ต่อศาลฎีกาฯแล้ว นายดิเรก อิงคนินันท์ ประธานศาลฎีกา จะเรียกประชุมใหญ่ผู้พิพากษาศาลฎีกาทั้งหมดภายใน 14 วัน เพื่อเลือกผู้พิพากษา 9 คน เป็นองค์คณะรับผิดชอบคดี พร้อมนัดฟังคำสั่งว่าจะรับฟ้องคดีไว้พิจารณาพิพากษาหรือไม่ ศาลจะพิจารณาจากรายละเอียดการบรรยายฟ้องว่าคดีอยู่ในอำนาจพิพากษาของศาลฎีกาฯ หรือไม่และเมื่อศาลมีคำสั่งรับฟ้องจะเลือกผู้พิพากษาในองค์คณะ 1 คน เป็นเจ้าของสำนวนคดีนี้ จากนั้นจะมีหมายเรียกจำเลยมาศาลในนัดพิจารณาคดีครั้งแรกภายใน 45 วันนับจากวันที่รับฟ้อง เพื่อสอบคำให้การจำเลย วันดังกล่าวจำเลยจะต้องเดินทางมาศาลด้วยตนเองและเมื่อตกเป็นจำเลยแล้ว ก็จะต้องยื่นคำร้องเพื่อขอปล่อยชั่วคราวระหว่างพิจารณาคดี ขณะที่ศาลจะพิจารณาให้ประกันหรือไม่ หรือกำหนดเงื่อนไขในการปล่อยชั่วคราว ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาล
219 สนช.ตบเท้ามาโหวตแน่นสภา
ขณะที่ที่รัฐสภา การประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้เริ่มขึ้นเมื่อเวลา 10.20 น. โดยนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม เพื่อพิจารณาการลงมติถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง 3 คน ประกอบด้วย นายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา กรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่องที่มา ส.ว.โดยมิชอบ และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กรณีไม่ระงับยับยั้งความเสียหายในโครงการรับจำนำข้าว โดยใช้วิธีลงคะแนนลับ ต้องใช้เสียงถอดถอน 3 ใน 5 ของสมาชิก สนช.ทั้งหมด หรือ 132 เสียง จากจำนวน สนช.ทั้งสิ้น 220 คน ทั้งนี้ มีสมาชิกเข้าร่วมประชุมทั้งหมด 219 คน จากจำนวน สนช.ทั้งหมด 220 คน ขาดเพียง 1 คนคือ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ที่แจ้งลาป่วย
ใช้วิธีโหวตลับทีเดียว 3 คนรวด
เมื่อเริ่มการประชุม นายสมชาย แสวงการ สมาชิก สนช. เสนอต่อที่ประชุมให้มีการลงคะแนนถอดถอนทั้งสามบุคคลในคราวเดียวกัน โดยแยกบัตรลงคะแนนเป็น 3 ใบ เพื่อความโปร่งใส และไม่ให้ ส่งผลกระทบต่อการลงคะแนนในภายหลัง ซึ่งที่ประชุมเห็นด้วยตามที่นายสมชายเสนอ โดยกำหนดให้บัตรลงคะแนนถอดถอนของนายนิคม เป็นสีชมพู บัตรลงคะแนนถอดถอนนายสมศักดิ์ เป็นสีขาว และบัตรลงคะแนนถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นสีเหลือง โดยบัตรลงคะแนนแต่ละสี จะมีช่องลงคะแนนเพียง 2 ช่อง คือช่องถอดถอน และไม่ถอดถอนเท่านั้น และให้สมาชิกลงคะแนนด้วยการกากบาทในช่องที่ประสงค์จะลงคะแนน และห้ามเขียนข้อความอื่นใดลงในบัตรจะถือเป็นบัตรเสีย อย่างไรก็ตาม มีสมาชิกสนช.ท้วงว่า ถ้าสมาชิก สนช.ไม่กากบาทลงคะแนนในช่องใดเลย จะถือเป็นบัตรเสียหรือการงดออกเสียง จนมีการถกเถียงกันอยู่นานพอสมควร ก่อนที่นายพรเพชรจะวินิจฉัยว่า หากไม่ลงคะแนนทั้ง 2 ช่อง ให้ถือเป็นการงดออกเสียง ไม่ใช่เป็นบัตรเสีย
ถึงนาทีระทึก สนช.ต่อแถวกาบัตร
จนกระทั่งเวลา 11.00 น. ที่ประชุมได้ตั้งคณะกรรมการตรวจนับผลการลงคะแนน 3 ชุด ชุดละ 10 คน พร้อมกับนับองค์ประชุมก่อนที่จะเริ่มลงคะแนน โดยมีสมาชิกแสดงตัวเข้าร่วมประชุม 219 คน จากนั้น จึงเริ่มขั้นตอนการลงคะแนนลับ โดยการขานชื่อสมาชิก สนช.ครั้งละ 5 คน มาเข้าคูหากาบัตรลงคะแนน โดยนายสถิตย์ สวินทร สนช. ที่มีอาการป่วยได้ขออนุญาตลงคะแนนเป็นคนแรก เพื่อกลับไปรักษา ตัวต่อที่โรงพยาบาล จากนั้นสมาชิก สนช.จึงทยอย เข้าคูหากาบัตรลงคะแนนเรียงตามตัวอักษร โดยใช้เวลาลงคะแนนทั้งสิ้น 45 นาที
“ขุนค้อน–นิคม” เฮกอดคอกันรอด
ภายหลังการลงคะแนน และตรวจนับการลงคะแนนเป็นเวลา 30 นาที นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช.คนที่ 1 ในฐานะประธานที่ประชุม แจ้งผลการลงมติว่า กรณีนายนิคมที่ประชุมลงมติถอดถอน 95 เสียง ไม่ถอดถอน 120 เสียง งดออกเสียง 4 คะแนน ซึ่งคะแนนถอดถอนมีไม่ถึง 3 ใน 5 หรือ 120 คะแนน ของสมาชิก สนช.ทั้งหมด ที่ประชุมสนช. จึงมีมติไม่ถอดถอนนายนิคมออกจากตำแหน่ง ส่วนนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ที่ประชุมลงมติถอดถอน 100 คะแนน ไม่ถอดถอน 115 คะแนน งดออกเสียง 4 คะแนน ซึ่งคะแนนถอดถอนมีไม่ถึง 3 ใน 5 หรือ 120 คะแนนของสมาชิก สนช.ทั้งหมด ที่ประชุม สนช.จึงมีมติไม่ถอดถอนนายสมศักดิ์ออกจากตำแหน่ง
“ปู” โดนสอยแต้มทะลัก 190 ต่อ 18
ขณะที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ประชุมลงมติถอดถอน 190 คะแนน ไม่ถอดถอน 18 คะแนน งดออกเสียง 8 คะแนน บัตรเสีย 3 คะแนน ถือว่ามีคะแนนถอดถอนเกิน 3 ใน 5 หรือ 120 เสียง จากจำนวน สนช.ทั้งหมด ที่ประชุม สนช.จึงมีมติถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ออกจากตำแหน่ง หลังจากนี้จะแจ้งผลการลงมติถอดถอนทั้ง 3 คดี ให้ผู้กล่าวหา ผู้ถูกกล่าวหา เลขาธิการ ครม. และเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องรับทราบต่อไป ทั้งนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์จะถูกตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี นับตั้งแต่วันที่มีมติถอดถอนเป็นต้นไป
“พรเพชร” การันตีไม่มีล็อบบี้
นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กล่าวถึงภายหลังการลงมติว่า การลงมตินี้ สนช.ทุกคนใช้ดุลพินิจโดยอิสระเพราะเป็นเอกสิทธิ์ ไม่มีอะไรที่แฝงประโยชน์หรือมีเลศนัยใดๆ ทั้งสิ้น และยังไม่ปรากฏข้อมูลว่ามีการชักจูงว่าให้ สมาชิกทำอย่างหนึ่งอย่างใด สมาชิกตระหนักในหน้าที่ ว่าต้องใช้ดุลพินิจโดยคำนึงหลักกฎหมาย นิติธรรมและความเป็นธรรม
“นิคม” ขอชัตดาวน์ตัวเองสักพัก
นายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา กล่าวถึงกรณี สนช.ลงมติไม่ถอดถอนกรณีแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มา ส.ว.โดยมิชอบ ด้วยมติ 120 ต่อ 95 ว่า ขอขอบคุณ สนช.ด้วยที่ให้ความเป็นธรรม แสดงให้เห็นว่ากระบวนการนิติบัญญัติยังมีความเป็นธรรม มติดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าสมาชิกจำนวนมากมีความเข้าใจในข้อมูล ข้อเท็จจริง และหลักกฎหมายที่ตนเสนอไป การต่อสู้ครั้งนี้ไม่ได้สู้เพื่อตัวเอง แต่ เพื่อรักษาสถาบันนิติบัญญัติเอาไว้ ซึ่งดุลพินิจของสนช.ครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่าได้รักษาศักดิ์ศรีฝ่ายนิติบัญญัติที่ทำหน้าที่ออกกฎหมายเอาไว้ ไม่ให้องค์กรหรืออำนาจอื่นมาก้าวล่วง ทั้งนี้ ก่อนที่ สนช.จะลงมติ ตนไม่มีความกังวล นอนหลับสบายใจ ขณะนี้ถือว่าพ้นบ่วงกรรมไปแล้ว ส่วนอนาคตการเมืองนั้น ก็คงหยุดงานการเมืองซักระยะหนึ่ง จะใช้ชีวิตช่วงนี้ตามประสาข้าราชการที่เกษียณอายุ ทำบุญไหว้พระ
“บิ๊กโด่ง” ไม่กังวลอาฟเตอร์ช็อก
พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหมและ ผบ.ทบ. กล่าวว่า สถานการณ์ในวันนี้ตนไม่กังวลอะไร ถือเป็นสิ่งที่สมาชิก สนช.ทุกท่านต้องไปทำหน้าที่ตามกระบวนการ โดยมีเหตุผลของแต่ละคน และเป็นเรื่องแต่ละคนจะแสดงความคิดเห็น ฉะนั้นไม่น่าจะมีปัญหาอะไร ขอให้ทุกภาคส่วนยอมรับผล ที่ออกมาด้วย เพราะเราต้องนำพาส่วนรวมให้เกิดความเรียบร้อย และประเทศชาติก็จะก้าวเดินต่อไป
เมื่อถามว่า กรณีนายขวัญชัย ไพรพนา และ นายก่อแก้ว พิกุลทอง แกนนำ นปช. จะไม่ยอมรับ การลงมติของ สนช. พล.อ.อุดมเดชกล่าวว่า ในใจแต่ละคนก็ต้องคิดกันอยู่แล้ว แต่ขอให้คิดอยู่ในใจว่าจะทำอะไรไม่ให้กระทบต่อความสงบเรียบร้อย ซึ่งก็ต้องคิดดูให้ดี ฝ่ายความมั่นคงต้องติดตามสถานการณ์อยู่แล้ว
พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา ผู้ช่วย ผบ.ทบ. ใน ฐานะสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กล่าวว่า ไม่หนักใจและเรื่องนี้เป็นสิทธิของแต่ละบุคคล
“วรงค์” สดุดี สนช.ที่ถอดถอน
นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ต้องขอบคุณ สนช.ที่ใช้หลักของกฎหมายมากกว่าใช้หลักการข่มขู่ แสดงให้เห็นว่าประเทศเรากำลังจะตั้งหลักใหม่ โดยต่อไปนี้จะยึดถือกฎหมายเป็นหลัก และจะเป็นบทเรียนให้ทุกพรรคการเมืองในการดำเนินนโยบาย ไม่เฉพาะพรรคเพื่อไทย ทุกพรรคการเมืองต้องคำนึงถึงการออกนโยบายที่ใช้บริหารประเทศให้ถูกต้อง จึงเป็นโอกาสดีที่จะนำไปสู่ต่อการปฏิรูปประเทศ เชื่อว่าทุกภาคส่วนจะตื่นตัวต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน
จี้ คสช.สั่ง ตม.ห้าม “ปู” ไปนอก
นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า คสช.ควรใช้อำนาจที่มีสั่งไปยังกองบัญชาการตำรวจตรวจคนเข้าเมืองทุกแห่ง ห้าม น.ส.ยิ่งลักษณ์เดินทางออกนอกประเทศ เหมือนคดีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ เพื่อไม่ให้เกิดการซ้ำรอยเพราะมีบทเรียนมาแล้ว ขนาดตนและ อีกหลายคนที่ได้ไปร่วมเจรจากับ คสช.ก่อนการปฏิวัติ ทุกวันนี้ยังถูกสั่งห้ามเดินทางออกนอกประเทศ ดังนั้นกรณี น.ส.ยิ่งลักษณ์ซึ่งเข้าข่ายกระทำผิด คสช.จึงควร วางมาตรฐานที่สูงกว่า เพราะถูก สนช.ถอดถอนแล้ว ยังจะโดนคดีอาญาที่ร้ายแรงกว่าด้วยซ้ำ
นายนิพิฏฐ์กล่าวต่อว่า ขอเสนอต่อ กมธ.ยก ร่างฯว่า โทษถอดถอนจากรัฐสภาควรจะตัดสิทธิ์ทาง การเมืองตลอดชีวิต เพื่อให้นักการเมืองมีคุณภาพและรับผิดชอบสังคมกว่านี้ ต้องให้มีโทษสูงกว่าการตัดสิทธิ์การเมือง 5 ปี ซึ่งเป็นโทษของการแจกใบแดงในการเลือกตั้ง ควรทำให้ศักดิ์สิทธิ์กว่านี้
กปปส.ชม สนช.กล้าหาญมาก
นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ โฆษกคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข (กปปส.) ได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ภายหลังสนช.ลงมติถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีว่า ความกล้าหาญของ สนช.ในการพิจารณาถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ จะเป็นการรักษามาตรฐานคุณธรรม จริยธรรมของนักการเมืองไทยในอนาคต ถือเป็นก้าวสำคัญในการเดินหน้าปฏิรูปประเทศไทย ขอให้กำลังใจกับการปฏิบัติหน้าที่ของทุกท่านที่ได้เติมความหวังให้กับมวลมหาประชาชนที่จะร่วมสนับสนุนและขับเคลื่อนการปฏิรูปต่อไป เพื่อให้การเมืองของประเทศไทยดีขึ้น
นปช.คาใจ อสส.แถลงปาดหน้า
นายก่อแก้ว พิกุลทอง แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวถึง กรณีที่อัยการสูงสุดมีมติสั่งฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 กรณีโครงการรับจำนำข้าวว่า ไม่แปลกใจที่มีการสั่งฟ้องคดีดังกล่าว เพราะถึงอย่างไรหากอัยการ ไม่ส่งฟ้อง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ก็สามารถฟ้องเองได้ แต่แปลกใจว่าเหตุใดอัยการสูงสุดต้องแถลงเรื่องดังกล่าวก่อนที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จะลงมติว่าจะถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ อาจทำให้ประชาชนมองว่าเป็นการหวังผลทางการเหมืองหรือไม่ ผลการลงมติของ สนช.ในวันนี้ ถอดถอนเฉพาะ น.ส.ยิ่งลักษณ์ อาจถูกมองว่าเป็นการจ้องเล่นงานเฉพาะคนในตระกูล ชินวัตร อย่างไรก็ตาม ตอนนี้คนเสื้อแดงก็ยังคงไม่ เคลื่อนไหวอยู่ในที่ตั้งเพื่อรอดูสถานการณ์ก่อน
พท.ลั่นมันเจ็บลึก–ใกล้จุดเดือด
นายเวียง วรเชษฐ์ อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า มติถอดถอน เท่ากับว่าทำให้สถานการณ์และความรู้สึกของประชาชนเจ็บลึก สร้างความรู้สึกขัดแย้งมากขึ้น เพราะว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ เปรียบเหมือนคนตายทั้งกลม แล้วยังตามมาฆ่าลูกเขาอีก การกระทำเช่นนี้ยิ่งทำให้ประชาชนถึงจุดเดือด รัฐบาลต้องคำนึงถึงความรู้สึกของประชาชนด้วย ไม่ใช่ฟังความฝ่ายเดียว
“การถอดถอนครั้งนี้ ถามว่าใครตั้ง สนช.มาหากคนเป็นเจ้านายไม่กระซิบเอง ก็เชื่อว่ามีพวกลูกน้องคอยกระซิบส่งสัญญาณอยู่ เมื่อผลออกมาเช่นนี้แล้ว ก็ขอให้ติดตามสถานการณ์กันต่อไป” นายเวียงกล่าว
“ขวัญชัย” รูดซิปปากไม่หือไม่อือ
ที่สถานีวิทยุชุมชนคนรักอุดร 97.5เมกะเฮิรตซ์ จ.อุดรธานี นายขวัญชัย สาราคำ ประธานชมรมคนรักอุดร กล่าวว่า หลังจากให้สัมภาษณ์ไปเมื่อวันที่ 22 ม.ค. เรื่องได้มีทหารจาก มทบ.24 เข้า มาพบ และขอให้ตนงดให้สัมภาษณ์แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับกรณี สนช.ลงมติถอดถอนคดีจำนำข้าว น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ดังนั้น ตนของดให้ สัมภาษณ์กับทุกสื่อ พร้อมกันนี้ทหารยังขอให้ตนอยู่ภายในพื้นที่ จ.อุดรธานี ห้ามไปร่วมงานพิธีต่างๆ
และห้ามเดินทางไปต่างประเทศเป็นระยะเวลา 10 วัน ซึ่งตนก็พร้อมปฏิบัติตาม จากนี้ไปคงจะไม่ยุ่งเกี่ยว การเมือง ขณะนี้ขอเพียงให้ทหาร มทบ.24 อนุมัติให้สถานีวิทยุออกอากาศได้เพื่อจะได้มีรายได้มาจุนเจือลูกน้องก็พอแล้ว โดยจะจัดรายการวิทยุแบบวาไรตี้ เพลงและข่าวสารในพื้นที่ จ.อุดรธานี ไม่วิพากษ์วิจารณ์การเมือง
บิ๊กแบงก์กสิกรไทยเชื่อ ศก.ยังเดินหน้า
นายบัณฑูร ล่ำซำ ประธานกรรมการธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ไม่น่ากังวลที่จะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจ หรือทำให้ความเชื่อมั่นการทำธุรกิจของภาคเอกชนลดลง ทั้งนี้ สถานการณ์การเมืองปกติย่อมมีคลื่นใต้น้ำและคลื่นบนน้ำแต่อย่าให้เกิดสินามิเชื่อว่าไม่มีปัญหา การตัดสินคดีความ ทางการเมืองไม่ว่าในกรณีใด อาจเกิดความพอใจและ ไม่พอใจ ผลกระทบที่จะตามมาจะมากหรือน้อยก็ต้องยอมรับ ซึ่งมองว่าขณะนี้ประเทศไทยอยู่ในช่วงที่สามารถจะเดินไปข้างหน้าได้
“ปู” มุดเซฟเฮาส์เปิดวอร์รูมสู้
สำหรับความเคลื่อนไหวของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงเช้า น.ส.ยิ่งลักษณ์ยังคงเก็บตัวรอฟังผลการลงมติที่บ้านพัก ซอยโยธินพัฒนา 3 เดินทางไปยังเซฟเฮาส์แห่งหนึ่ง โดยมีอดีตรัฐมนตรี อาทิ นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง อดีตรองนายกฯและ รมว.คลัง นายนิวัฒน์ ธำรงบุญทรงไพศาล อดีตรองนายกฯและ รมว.พาณิชย์ นายวราเทพ รัตนากร อดีต รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและ รมช.เกษตรและสหกรณ์ นายยรรยง พวงราช อดีต รมช.พาณิชย์ นายทนุศักดิ์ เล็กอุทัย อดีต รมช.คลัง รวมถึงนายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ทีมทนายและทีมงานทั้งหมด ที่รออยู่ก่อนแล้ว เพื่อติดตามการลงมติถอดถอน
เจอทหาร–ตร.บุกเอสซีฯห้ามจ้อ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กระทั่งทราบมติการถอด ถอนของ สนช. ทีมงานของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้ประสานมาที่ผู้สื่อข่าวเบื้องต้น ว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์จะแถลงข่าวด้วยตัวเอง ที่โรงแรมเอสซีปาร์ค โดยนัดแถลงข่าวเวลา 15.30 น. แต่ปรากฏว่าในช่วงบ่าย เวลา 14.30 น. ที่โรงแรมเอสซีปาร์ค ได้เกิดความสับสนชุลมุน ปรากฏ ว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารทั้งในและนอกเครื่องแบบได้เข้าควบคุมพื้นที่ภายในบริเวณโรงแรมเอสซีปาร์ค
พ.ต.อ.วัชรพงศ์ ดำรงศรี รองผู้บังคับการตำรวจนครบาล 4 เปิดเผยว่า เรื่องที่อดีตนายกรัฐมนตรีจะแถลงข่าวหรือไม่นั้นตอบไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องของฝ่ายความมั่นคง คือทหาร ตำรวจ ตัวผู้แถลง และ โรงแรม แต่สำหรับตนมีข้อมูลเช่นเดียวกับนักข่าว และที่ต้องนำกำลังมานั้น เพราะเราไม่คาดคิดว่าจะเกิดอะไรขึ้น จึงต้องมาป้องกันไว้ก่อน ซึ่งทุกอย่างเราทำตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา
ปูด คสช.–รัฐบาลไม่สบายใจ
จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้ขอให้นายสิงห์ทอง บัวชุม คณะทำงานฝ่ายกฎหมาย พรรคเพื่อไทย ที่เดินทางมายังโรงแรมด้วย มายืนยันกับผู้สื่อข่าว โดยนายสิงห์ทองให้สัมภาษณ์ว่า วันนี้จะไม่มีการแถลงข่าว ซึ่งกระแสข่าวดังกล่าวทำให้ คสช.และรัฐบาลไม่สบายใจ ซึ่ง คสช.ไม่อยากให้มีการแถลงข่าว ความจริงไม่มีการตั้งวอร์รูมหรือจะมีการแถลงข่าวแต่อย่างใดเพราะการแถลงข่าวบางครั้งอาจล่อแหลม ฝ่าฝืนกฎอัยการศึกซึ่งเราก็รับฟัง คสช.จึงได้ส่งตัวแทนมาประสานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจท้องที่ ทั้งนี้ เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามประเด็นทางการเมือง โดยเมื่อถามว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ยอมรับกับคำตัดสินของ สนช.หรือไม่ ซึ่ง นายสิงห์ทองยังไม่ทันจะตอบคำถาม ทหารก็ขอให้นายสิงห์ทองหยุดการให้สัมภาษณ์
“ปู” เปลี่ยนแผนแถลงผ่านเฟซบุ๊ก
ต่อมาเวลา 15.00 น. น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้แถลง การณ์ผ่านโพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว หลังถูกห้ามแถลงข่าวที่โรงแรมเอสซีปาร์ค โดยมีเนื้อหาว่าเป็นไปตาม ความคาดหมาย ที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติได้มีมติ ถอดถอนดิฉันออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี และอัยการสูงสุดได้สั่งฟ้อง ดิฉัน ต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนั้น ดิฉันขอแถลงดังนี้ ดิฉันขอยืนยัน และมั่นใจในความบริสุทธิ์ของดิฉัน และขอขอบคุณเสียงส่วนน้อย ที่ยังคงยึดมั่นในหลักการและความ เที่ยงธรรม ซึ่งในกระบวนการต่างๆ ได้ลิดรอน และตัดสิทธิขั้นพื้นฐานของดิฉัน ในฐานะประชาชนคนไทยคนหนึ่งที่พึงได้รับ
สับ ปชต.–นิติธรรมได้ตายไปแล้ว
ดิฉันขอยืนยันว่า โครงการรับจำนำข้าว เป็นโครงการที่ดี ไม่ได้สร้างความเสียหายแต่อย่างใด สำหรับตัวเลขความเสียหาย ที่พยายามจะยัดเยียดให้ดิฉันนั้น ก็เป็นเพราะความมีอคติต่อตัวดิฉัน และนำชาวนามาเป็นเครื่องมือ ในการทำลายล้างทางการเมือง ดังที่ดิฉันได้เคยกล่าวถึงความเป็นประชาธิปไตยในประเทศไทย เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2556 ณ เมืองอูลัน บาตอ ประเทศมองโกเลียว่า “ดิฉันนั้นต้องการเห็นความปรองดองเกิดขึ้นในประเทศไทย และประชาธิปไตยของไทย พัฒนาให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ จะเกิดขึ้นได้ ก็ด้วยหลักนิติธรรม และกระบวนการทางกฎหมายที่แข็งแรง มีขั้นตอนที่ชัดเจน โปร่งใส และเมื่อนั้น ทุกคนจะสามารถมั่นใจได้ว่าเขาจะได้รับการดูแลที่ยุติธรรม” ดิฉันยังคงยืนยัน ในคำพูดดังกล่าว แม้ว่าวันนี้ ประชาธิปไตยไทยได้ตายไปแล้วพร้อมกับหลักนิติธรรม
ลั่นเจอแต่ขบวนการทำลายล้าง
น.ส.ยิ่งลักษณ์ระบุอีกว่า ขบวนการทำลายล้าง ยังมีอยู่อย่างต่อเนื่อง ดังที่ดิฉันได้ประสบอยู่ขณะนี้ เป็นที่น่าเสียใจ และเป็นเรื่องที่ไม่อยากจะเชื่อว่า มีเหตุการณ์บังเอิญต่างๆมากมาย ตามที่ดิฉันได้แถลงปิดสำนวนไปเมื่อวานนี้ และเป็นการบังเอิญ ที่ไม่ใช่ความบังเอิญ อีกครั้งหนึ่ง คือก่อนเวลาที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ จะเริ่มลงมติถอดถอน เพียง 1 ชั่วโมง อัยการสูงสุด ก็ได้แถลงสั่งฟ้องดิฉัน ในข้อหาละเว้น การปฏิบัติหน้าที่ ก่อให้เกิดการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว ทั้งๆที่หัวหน้าคณะผู้แทนอัยการสูงสุด ยืนยันว่า ยังต้องพิจารณาข้อไม่สมบูรณ์ของคดีต่อไป องค์กรอัยการ ซึ่งเป็นองค์กรที่สร้างความน่าเชื่อถือ ในกระบวนการยุติธรรมมายาวนาน กลับต้องถูกตั้งข้อสงสัยในประเด็นนี้ค่ะ
โอดวันนี้ถูกยัดเยียดคดีความ
ทั้งนี้การปฏิบัติหน้าที่ของดิฉัน ในฐานะนายกรัฐมนตรี ตลอดระยะเวลา 2 ปี 9 เดือน 2 วัน นั้น ดิฉันตั้งใจทำงานด้วยความทุ่มเท ที่จะแก้ไขปัญหา ให้กับพี่น้องประชาชนทุกกลุ่ม อย่างไม่เลือกปฏิบัติ และดิฉันภูมิใจ ที่ช่วงหนึ่งในชีวิต ได้ทำให้พี่น้องชาวนา และคนยากจน ได้ลืมตาอ้าปาก และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น แม้ในวันนี้ ดิฉันไม่มีตำแหน่งอะไรเหลืออยู่แล้ว ยังคงเหลือแต่คดีความที่ถูกยัดเยียดไว้ให้ ที่ต้องไปสู้คดีในชั้นศาลต่อไป คำว่าความปรองดอง จะเกิดขึ้นได้ ต้องไม่ใช่การไล่ล่าคนใดคนหนึ่ง แต่ หมายถึงความเป็นกลาง ที่ต้องอำนวยความยุติธรรมให้กับทุกฝ่าย เมื่อความเป็นธรรมเกิด ความยุติธรรมก็จะตามมา การยอมรับ ความสงบ ความสามัคคีก็จะมีขึ้นในสังคมไทย เพราะเราเป็นคนไทยเหมือนกัน แทนที่เราจะหันหน้าเข้าหากัน แล้วร่วมกันทำให้ประเทศของเราเข้มแข็ง แต่กลับสร้างความจงเกลียดจงชังให้แก่กัน ไล่ล่าเพื่อให้ไม่มีที่ยืน สุดท้ายคนที่เสียหายก็คือประเทศของเรา
ประกาศจะยืนสู้จนถึงที่สุด
ดิฉันรันทดใจ ไม่ใช่เพราะดิฉันถูกกลั่นแกล้ง และประสบชะตากรรมที่ไม่เป็นธรรม แต่ดิฉันเสียใจแทนชาวนา และประชาชนคนไทยทั้งประเทศ ที่ต้องสูญเสียโอกาส ต้องกลับไปอยู่ในวังวนของความยากจน มีหนี้สิน ถูกเอารัดเอาเปรียบ และสูญเสียความเป็นประชาธิปไตยขั้นพื้นฐาน ตลอดจน กฎหมายถูกบิดเบือน สุดท้ายนี้ ดิฉันก็หวังว่า ผู้ที่เป็นฝ่ายอำนวยความยุติธรรมของประเทศ จะไม่ปล่อยให้กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ที่ไม่รักษากติกาประชาธิปไตย และไม่รักษา หลักนิติรัฐ นิติธรรม มาชี้นำใดๆอีก ดังที่มีนักวิชาการกล่าวว่า “ไม่มียิ่งลักษณ์ คนไทยยังอยู่กันได้ แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือ ถ้าไม่มีความยุติธรรมหลงเหลืออยู่ ในระบบการปกครองของไทยแล้ว คงไม่มีใครอยู่ได้” ดิฉันขอยืนยันว่า ดิฉันจะต่อสู้จนถึงที่สุด เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของดิฉันไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไร และที่สำคัญคือ ดิฉันจะขอยืนหยัดอยู่เคียงข้างพี่น้องประชาชนคนไทย เราต้องร่วมกันนำความเจริญก้าวหน้า มาสู่ประเทศ ทำให้ระบอบประชาธิปไตยของเรากลับคืนมา และสร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นในสังคมไทยอย่างแท้จริง
“โอ๊ค–อุ๊งอิ๊ง” โพสต์ “เจ็บจนชิน”
นายพานทองแท้ ชินวัตร หรือโอ๊ค และ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หรืออุ๊งอิ๊ง บุตรชายและบุตรสาวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ได้โพสต์ข้อความผ่านอินสตาแกรมในเวลาไล่เลี่ยกัน โดยนายพานทองแท้ได้โพสต์ข้อความสีขาวบนพื้นสีดำว่า “พร้อมไหมพร้อม? พร้อมไหมคนไทย” และมีภาพสัญลักษณ์มือชูกำปั้นล้อมด้วยวงกลมใต้ข้อความ ขณะที่ น.ส.แพทองธารโพสต์อินสตาแกรมข้อความว่า “นี้ไม่ใช่ครั้งแรก...และคงไม่ใช่ครั้งสุดท้าย...เจ็บจนชิน...ขอบคุณทุกท่านที่ให้กำลังใจค่ะ” พร้อมภาพสัญลักษณ์ยกมือไหว้
โฆษก ทบ.ยอมรับสั่งเบรกจริง
พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวถึงกรณีที่มีกระแสข่าวคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ห้ามไม่ให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีจะมีการแถลงข่าว ภายหลังที่ทางสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้ลงมติถอดถอน ว่า เป็นการขอความร่วมมือ เพราะจากการประเมินแล้วพบว่าสถานการณ์เวลานี้ไม่เหมาะสมที่จะออกมาเคลื่อนไหวทางการเมือง เพราะสุ่มเสี่ยงก่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมืองได้
สื่อนอกชักแถววิเคราะห์จะวุ่น
ด้านสำนักข่าวต่างประเทศ ทั้งเอพี เอเอฟพี รอยเตอร์ บีบีซี และซีเอ็นเอ็น รายงานว่า การที่ สนช.ลงมติถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ อาจทำให้ไทยที่เผชิญปัญหาการเมืองและการรัฐประหารหลายครั้งในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา เกิดความตึงเครียดและแตกแยกแบ่งฝักแบ่งฝ่ายมากยิ่งขึ้น แม้ยังไม่พบความเคลื่อนไหวใดอย่างชัดเจน โดยเฉพาะฝ่ายสนับสนุน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ขณะที่นายโจนาธาน เฮด ผู้สื่อข่าวบีบีซีในกรุงเทพฯ รายงานระบุว่ามติถอดถอนเป็นการ ส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าจะไม่มีการประนีประนอมและตระกูลของ น.ส.ยิ่งลักษณ์จะถูกขับพ้นการเมือง
“บิ๊กตู่” วอน ปชช.ใช้สติอย่างมีเหตุผล
เมื่อเวลา 20.15 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. กล่าวในรายการคืนความสุขให้คนในชาติ ว่าเรื่องที่อยู่ในความสนใจของสังคม เรื่องใดที่อยู่ในกระบวนการรับผิดชอบอยู่แล้วไม่ว่าจะเป็นการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล ของ คสช. สปช. สนช. และกระบวนการยุติธรรม อยากให้ผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงทำไปจนกว่าจะจบกระบวนการ และอยากให้ประชาชนติดตามอย่างมีสติ มีเหตุมีผล ใช้สติปัญญาความรู้ใคร่ครวญให้ถูกต้อง อย่าให้เป็นอุปสรรคกับการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจใหญ่ของประเทศ ส่วนปัญหาของประชาชนในภาคการเกษตรและอื่นๆ รัฐบาล ยังคงเร่งเดินหน้าแก้ปัญหาความเดือดร้อนให้กับประชาชน
0 comments:
Post a Comment
Subscribe to:
Post Comments (Atom)
Newer Post
Older Post
Home
Powered by
Blogger
.
Hot
0 comments:
Post a Comment